Balancing Tourism, Conservation and Development มุ่งเป้าสู่สมดุลเชิงพื้นที่ เชิงเวลา และกลุ่มตลาด

วันที่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 14:43 น.
 49

บรรยายโดย :     คุณนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

UploadImage

 

วิสัยทัศน์ ททท.

วิสัยทัศน์ของ ททท. ในปี 2560-2564 ได้กำหนดให้ ททท. เป็นผู้นำในการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม (Preferred Destination) อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีพันธกิจหนึ่ง ในการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์เพื่อเน้นคุณค่าการท่องเที่ยวของประเทศไทย ขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่นักท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาข้อมูลเชิงลึกด้านความต้องการของตลาดท่องเที่ยว พัฒนาให้ ททท. เป็นองค์กรสมรรถนะสูง (High Performance Organization) ด้านตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทย จะเห็นได้ว่า พันธกิจทั้ง 4 ข้อนี้ มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการทำการตลาด เตรียมพร้อมข้อมูลในเชิงลึกให้แก่นักท่องเที่ยวไปพร้อมกันกับการพัฒนาบุคลากร

 

เหตุการณ์น่าสนใจและกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ในปี 2557 มีเหตุการณ์รัฐประหารและการประกาศกฎอัยการศึก ทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีจำนวนลดลงกว่า 6% เกิดวิกฤติทางการท่องเที่ยวอย่างมาก จึงต้องหาทางแก้ไขปัญหา โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังเกิดแผ่นดินไหวใน จ.เชียงราย และเหตุระเบิดหลายจุดใน จ.สงขลา และปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ปี 2558 มีการจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยว โดยมุ่งให้ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวเพื่อเสถียรภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

ปัญหาการกระจุกตัวในเมืองหลักทางการท่องเที่ยว ส่งผลต่อการรองรับของพื้นที่ และการกระจายรายได้

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ แต่ยังมีปัญหาในเรื่องการกระจายรายได้ การกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองหลัก เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่  พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกระจุกตัวอยู่ใน 20 จังหวัดหลัก 9.4% ของผู้เยี่ยมเยือนทั้งหมด นอกจากนั้น ยังมีการกระจุกตัวในช่วงงานเทศกาล 48.3% และนิยมเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ 37.1% ในขณะที่นิยมเดินทางในวันธรรมดาเพียง 14.1% เท่านั้น เป็นการกระจุกตัวทั้งในเชิงพื้นที่และเวลา ส่งผลต่อความสามารถในการรองรับของพื้นที่ และการกระจายรายได้เป็นอย่างมาก

 

ลดกระจุก เน้นกระจาย ผ่านโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด

ปี 2558 ททท. ผลักดันโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวใน 2 จังหวัด   แต่ละภาคที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่เมืองหลักได้ง่าย เมื่อได้รับกระแสการตอบรับที่ดี  จึงเกิดโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส โดยเพิ่มการประชาสัมพันธ์อีก 12 จังหวัด โดยเชื่อมกับจังหวัด 12 เมืองต้องห้ามพลาดเดิม เช่น จ.ราชบุรี พลัส จ.สุพรรณบุรี ในธีม “มันอาร์ตมาก” เป็นต้น ในปี 2559 พบว่าการท่องเที่ยวใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด เติบโตขึ้น 5.8% โดยจังหวัดที่มีการขยายตัวมากที่สุด คือ จ.ราชบุรี เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและใกล้กรุงเทพฯ

 

Amazing ไทยเท่ และ Go Local

ต่อมา ในปี 2560-2561 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้การท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้   สู่ชุมชน จึงเกิดแคมเปญ Amazing ไทยเท่ และ Go Local มุ่งเน้นการท่องเที่ยวชุมชน โดยชูจุดเด่นทางการท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ เน้น Arts & Crafts ผ่านการเล่าเรื่องราวทางวิถีชีวิตวัฒนธรรม  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นอาหารริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปลาในแต่ละฤดู ภาคตะวันออก เน้นกิจกรรมสนุกสนาน เช่น การเก็บผลไม้ในสวน ภาคกลาง เน้นความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ราบลุ่มน้ำ และภาคใต้ เน้นวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

 

วาทกรรม “เมืองรอง” และ “วันธรรมดาน่าเที่ยว”

ในปี 2561 เกิดคำว่า “เมืองรอง” และ “วันธรรมดาน่าเที่ยว” ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวในเชิงพื้นที่และเชิงเวลา เมืองรองมีทั้งหมด 55 จังหวัด โดยเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวน้อยกว่า 4 ล้านคนต่อปี จากการประมาณการพบว่าหากมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาใน 55 จังหวัดนี้ จำนวน 10 ล้านคน จะก่อให้เกิดรายได้ถึง 10,000 ล้านบาท โดยมีแนวคิดในการส่งเสริมตลาด ดังนี้

  • A – Additional คือ การนำเมืองหลักผูกกับเมืองรอง นำความเจริญของเมืองหลักกระจายสู่   เมืองรอง เช่น เชียงใหม่ ไปลำพูน
  • B – Brand New คือ การปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้แก่จังหวัดที่ไม่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และไม่สามารถผูกกับเมืองหลักใดได้ เช่น จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพทางการท่องเที่ยว ให้มีภาพลักษณ์ความสวยงามน่าท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวแทน
  • C – Combine คือ การนำเมืองรองและเมืองรองมาสร้างจุดขายด้วยกัน เช่น จ.ชุมพร และ จ.ระนอง

โอกาสของการท่องเที่ยวเมืองรอง

           ปี 2561 มีวันหยุดยาวจำนวนมาก และรัฐบาลสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองในเรื่องภาษี แต่ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง คือ คนไทยนิยมท่องเที่ยวต่างประเทศมากกว่า

สำหรับการท่องเที่ยวในวันธรรมดา ซึ่งมีข้อดีของการท่องเที่ยวที่มีความเป็นส่วนตัวสูง มีแคมเปญต่าง ๆ ในการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางในวันธรรมดาให้มากขึ้นร่วมกับพันธมิตร เช่น ร้านอาหาร สายการบิน

ผลสำเร็จในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ในปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่าอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวในภาพรวมสูงมาก จากผู้เยี่ยมเยือนทั้งประเทศกว่า 304 ล้านคน โดยในเมืองหลักมีอัตราการเติบโตที่ 3.35% มีอัตราการขยายตัวในเชิงรายได้ประมาณ 7.8% แต่ในเมืองรองมีอัตราการเติบโตที่ 4.90% และมีอัตราการขยายตัวในเชิงรายได้ 9.38 เห็นได้ว่านักท่องเที่ยวเริ่มให้ความสนใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองรองมากขึ้น โดยเมืองรองที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือ จ.บุรีรัมย์ เนื่องจากมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเกิดขึ้นเป็น Mega Event แต่เมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเดินทางได้สะดวก

 

หมายเหตุ : ส่วนหนึ่งของการบรรยายในหัวข้อ Balancing Tourism, Conservation and Development มุ่งเป้าสู่สมดุลเชิงพื้นที่ เชิงเวลา และกลุ่มตลาด ในหลักสูตรการบริหารการท่องเที่ยวสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 3 (TME3) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562


เรื่องมาใหม่